ตัวฉันเองได้มีประสบการณ์แห่งความสุขในการเฉลิมฉลองปีใหม่ตั้งแต่เด็ก เดิมทีฉันเป็นเด็กต่างจังหวัดแต่มีโอกาสได้เข้าเรียนโรงเรียนเอกชน ตอนช่วงประถมจึงได้มีโอกาสซึมซับประเพณีวัฒนธรรมของชาวคริสต์ โชคดีที่ฉันเกิดมาเป็นคนไทยเพราะคนไทยนั้นเป็นคนเปิดใจกว้างมากๆประเพณีวัฒนธรรมไหนที่นำเข้ามาเผยแพร่แล้วน่าสนใจพี่ไทยรับหมด ฉันจึงมีโอกาสได้เฉลิมฉลองปีใหม่อย่างล้นหลามไม่ว่าจะเป็นวันคริสต์มาสของชาวคริสต์ วันตรุษจีนของชาวจีน วันปีใหม่สากลและวันปีใหม่ไทยช่วงสงกรานต์ จนกระทั่งเมื่อฉันเริ่มสนใจศาสตร์ของโยคะแล้วอยากเรียนรู้ด้านนี้ให้ลึกซึ้งขึ้นจึงตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อเดินทางไปอินเดีย
ฉันคิดอยู่นานว่าจะเลือกเรียนสายไหน ที่เมืองไหนดีสุดท้ายก็เลือกไปที่มหาวิทยาลัยโยคะแห่งเดียวในโลกคือที่รัฐพิหารซึ่งใครจะสมัครเข้าเรียนที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียวเพราะคุณต้องผ่านการทดสอบทั้งด้านร่างกายและจิตใจในเบื้องต้นก่อนโดยเริ่มจากการส่งเอกสารต่างๆ วุฒิการศึกษา ใบรับรองแพทย์ ใบรับรองการทำงานไปที่อินเดีย เมื่อเจ้าหน้าที่ตอบกลับก็เตรียมตัวเดินทางไปเมื่อไปถึงโรงเรียนแล้วก็ต้องสอบสัมภาษณ์ สอบข้อเขียนจากนั้นก็ทดลองอยู่ก่อนเป็นเวลาสองสัปดาห์ ก่อนที่คอร์สจะเปิดการสอนถ้าภายในสองสัปดาห์นี้เราไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ก็ลาออกไป เพราะที่นี่กฎระเบียบที่เข้มงวดมาก ตลอดการเรียนต้องกินอยู่ที่นี่ ที่พักจะแยก ระหว่างหญิง ชาย ห้องอาบน้ำรวม ส่วนอาหารจะปราศจากเนื้อสัตว์รวมทั้งแต่ละคนมีหน้าที่ที่ต้องทำงานเพื่อส่วนรวม เช่น ทำความสะอาดห้องน้ำรวม ทำความสะอาดตึก อาคารต่างๆ ห้องครัว ลานอเนกประสงค์ ห้องเรียน เป็นต้น เมื่อฉันได้ทดลองอยู่แล้วก็คิดว่าตัวเองนั้นอยู่ได้แถมบรรยากาศในนี้ก็ดูอบอุ่นมีเพื่อนๆ นานาชาติ มีการใส่ชุดยูนิฟอร์ม ซึ่งจากชุดเราก็จะแยกได้ว่า ใครมีตำแหน่งอะไรในนี้ เช่น นักบวช นักเรียน เจ้าหน้าที่ ในช่วงที่ฉันได้อยู่ในสถาบันแห่งนี้นั้นฉันได้รับประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจกับสิ่งใหม่ๆอย่างมากมายและสิ่งแปลกใหม่อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันได้รับคือการได้มีโอกาสร่วมงานเฉลิมฉลองปีใหม่ของที่นี่ซึ่งมีการนำวันดิวาลี (Diwali) วันคริสต์มาส (Christmas Day )และวันปีใหม่สากล ( New Year Day) มารวมกัน ทุกคนในที่นี่ทั้งตื่นเต้นและเตรียมพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลอง โดยมีการแบ่งกลุ่มแบ่งหน้าที่กัน บ้างต้องไปทำความสะอาดห้องหับต่างๆ อาคารทั้งภายในและภายนอกจะต้องดูสะอาดใหม่หมดจด ส่วนฉันถูกจัดให้ไปทำเทียน เนื่องจากต้องใช้เทียนหลายพันอันเพื่อจุดในวันงาน ส่วนเพื่อนรูมเมทหรือเพื่อนร่วมห้องฉัน ถูกแยกให้ไปทำ รังโกลี (Rangoli) ฉันแอบอิจฉาเพื่อนเล็กน้อยเพราะฉันเองก็อยากเรียนรู้วิธีทำรังโกลีด้วยแต่ทำไงได้ทุกคนต้องแบ่งหน้าที่กันฉันเองก็ไม่เคยทำเทียนมาก่อนจึงได้เรียนรู้วิธีการทำเทียนด้วยส่วนรังโกลีก็คือวิธีการใช้ทรายสี ที่มีสีสันต่างๆ ตกแต่งที่พื้นบนอาคาร ทั้งด้านในและด้านนอกในแบบฉบับของชาวฮินดู ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายก็คือการใช้ทรายวาดภาพนั่นเอง ภาพที่วาดก็มักจะเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ว่ากันว่าการทำรังโกลีนั้นก็เพื่อเป็นการต้อนรับการมาเยือนของพระลักษมีเทวีแห่งความมั่งคั่งนั่นเองเพราะรังโกลีนั้นมีความหมายว่าโชคดี นอกจากการจัดเตรียมในเรื่องของพื้นที่แล้วนักเรียนทุกคนถูกแยกกลุ่มในเตรียมการแสดงโชว์ในวันงานด้วยในกลุ่มของฉันได้ทำการแสดงโชว์การรวมเทพเจ้ามาจุติบนโลกโดยมีการผสมผสานทั้งการร้องเพลงประสานเสียง การเต้นบัลเล่ การเต้นแบบอินเดีย และการทำอาสนะโยคะซึ่งฉันได้มีโอกาสออกแบบท่าชุดโยคะเพื่อให้ลงตัวกับการเต้นชุดนี้ด้วย เมื่อวันงานมาถึงช่างเป็นวันที่ประทับใจมิรู้ลืม ทั่วทั้งอังคารถูกประดับตกแต่งด้วยเทียนนับพันๆ อัน ตามทางเดิน ต่างๆ รวมทั้งศิลปะภาพทรายอย่างรังโกลี เสียงประทัด เสียงพุที่ดังสนั่นทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน มีการแลกเปลี่ยนของหวานให้กันและกันเริ่มแรกตั้งแต่เช้าฉันได้รับขนมหวานตลอดแต่ด้วยความที่ฉันไม่รู้ก็ไม่ได้เตรียมให้ใครเลย เรามีการสวดมนต์กัน ร้องรำทำเพลงกัน มีการดูแสดงโชว์ และระบำไฟ ช่างเป็นเทศกาลที่ประทับใจในความทรงจำของฉันมีการแบ่งปันความสุขซึ่งกันและกันโดยไม่มีการแบ่งแยก ชาติ ศาสนา วัฒธรรมหรือชนชั้นวรรณะใดทุกคนได้ร่วมกันแบ่งปันรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ แม้ในปีนึงจะมีครั้งเดียวแต่ก็เป็นช่วงที่ทุกคนรอคอยอย่างแน่นอน
ฉันขอส่งความสุขแห่งการเฉลิมฉลองให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน นมัสเต….
Diwali ประเพณีแห่งชัยชนะ ความดีชนะความชั่ว รำลึกถึงการกลับมาของพระรามสู่เมืองอโยธยาหลังจากที่จากเมืองไปถึง 14 ปี เป็นวันที่อยู่ระหว่างเดือน ตค. – พย. มีทั้งหมด 5 วัน ในวันฉลองใหญ่จะมีการจุดประทัดตั้งแต่ตี 4 และจุดเทียนทั้งนอกและในบ้าน ประดับตกแต่งบ้านเรือน ใส่ชุดใหม่ๆ แลกเปลี่ยนของขวัญระหว่างสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนสนิท


