ในอาสนะท่ายืนท่าภูเขา (tadasana) คือท่ายืนที่เท้าทั้งสองข้างสัมผัสพื้นดินประดุจขุนเขากล้ามเนื้อทุกมัดตื่นตัว (Active) จิตใจสงบนิ่งเมื่อเราจับสัมผัสความรู้สึกถึงฝ่าเท้าทั้งสองข้างที่สัมผัสพื้นโลกได้ย้ำเตือนจิตใจของเราว่าไม่ว่าเราจะเป็นใครที่ไหน มีชื่อเสียง หรือร่ำรวยอย่างไรหรือเป็นคนธรรมดาหรือคนที่ป่วยเป็นโรคร้ายอย่างไรเท้าเรายังอยู่บนดิน ไม่ว่าเราจะคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่แค่ไหนมีอำนาจล้นฟ้าอย่างไรแต่เท้าเราก็ยังอยู่บนดิน เมื่อฝ่าเท้าของคุณสัมผัสบนพื้นโลก ความรู้สึกถึงความอบอุ่น อ่อนนุ่มหรือแข็งของพื้นดินได้เคลื่อนเข้ามาภายใน พลังงานในตัวได้ไหลลงขณะเดียวกันก็ได้ดูดซับพลังจากโลกกลับเข้ามาในร่างกาย ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งได้เชื่อมต่อกับพระแม่ธรณีมารดาของโลกเช่นเดียวกัน คุณจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สงบ มีสติ เกิดความตั้งมั่นสู่ภาวะสมาธิ
ท่านโอโช่เคยกล่าวถึงเล่าจื้อ (นักปราชญ์จีน) ในงานเขียนของท่านบ่อยครั้งมีครั้งนึงฉันจำได้ว่าท่านเล่าจื้อบอกกับลูกศิษย์ว่า “ถ้าไม่เริ่มหายใจจากฝ่าเท้าแล้วเจ้าไม่ใช่ศิษย์ข้า” เมื่อคุณเริ่มหายใจจากฝ่าเท้าซึ่งเป็นดั่งรากที่เป็นศูนย์รวมของเซลล์ประสาทดั่งต้นไม้ที่หยั่งรากลงดิน จงหายใจให้ถึงราก คุณจะหายใจได้ลึกขึ้นคุณจะเข้าถึงพลังงานลึกที่มีในตัวคุณเอง ลมหายใจที่ลึกได้เข้าไปนวดอวัยวะภายในของคุณ เมื่อลมจากฝ่าเท้าได้ไหลผ่านไปภายในอวัยวะเพศการหายใจได้สัมผัสกับพลังงานทางเพศที่มีอยู่ในตัวคุณ เพื่อที่จะเพิ่มความสามารถในการใช้ออกซิเจนให้กับร่างกาย ส่งผลถึงพลังแห่งชีวิตหรือปราณซึ่งจะเคลื่อนผ่านร่างกายได้โดยอาศัย “ลม” (วาตะ : Vata ) ตามตำราอายุรเวทของอินเดียได้กล่าวไว้ว่ามนุษย์มีวาตะแบ่งเป็น 5 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ปราณวาตะ (Prana Vata) คอยควบคุมระบบประสาท อุตนวาตะ (Udana Vata )ควบคุมการเรียนรู้ การพูด สมนวาตะ (Samana Vata) คุมการย่อยอาหาร วยานวาตะ (Vyana Vata) ควบคุมการไหลเวียนเลือดและอปานวาตะ (Apana Vata) ควบคุมการขับถ่าย ซึ่งพลังปราณวาตะมีหน้าที่ควบคุมวาตะทั้ง 5 ดังนั้นการรักษาให้ปราณวะตะสมดุลจะเกิดผลดีต่อสุขภาพอย่างมหาศาล เช่น นอนหลับไม่สนิท อ่อนเพลีย การขับถ่ายไม่ดี ผิวหนังแห้งหยาบ เหี่ยว ย่น แก่ง่ายส่งผลให้หดหู่ กังวล เครียด ดังนั้นเราจะสังเกตเห็นความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดเมื่อเกิดความผิดปกติในร่างกายนั่นหมายความว่าคุณเสียสมดุล เมื่อนั้นให้คุณหาวิธีปรับสมดุลซะ ลองดูสิว่าในชีวิตสมัยใหม่ที่เร่งรีบเมื่อไหร่ที่เรารู้ตัวว่าเราเสียสมดุลลองให้เวลากับตัวเอง เพื่อที่จะให้ชีวิตช้าลงบ้าง (Slow life) เพื่อดึง เพื่อปรับสมดุล กลับลงสู่ดิน กลับสู่สามัญ ทำสิ่งเรียบง่าย ฝึกโยคะ ฝึกหายใจ ฝึกสมาธิ กินอาหารที่ดี และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ มนุษย์นั้นต่างจากสัตว์เพราะมีจิตสำนึกและเชาน์ปัญญาเราสามารถกระตุ้นเชาน์ปัญญาได้เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลจะส่งสัญญาณแห่งความสบายออกไป เมื่อใดก็ตามที่ขาดสมดุล สัญญาณแห่งความลำบากก็เกิดขึ้น จงใช้ชีวิตให้กลมกลืนกับจังหวะของร่างกาย เหมือนดนตรีแจ๊สที่มีการส่งและรับหรืออิมโพรไวท์กัน เมื่อนั้นความมีระเบียบในระดับเซลล์จะเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ คุณจะไม่ป่วยถ้าป่วยก็ฟื้นตัวเร็ว คุณจะแก่ช้า คุณจะแข็งแรงมาจากรากที่หยั่งลึกจากภายในของคุณ…
