วันนี้ฉันอยากคุยเกี่ยวกับเรื่อง สติปัฐฐาน 4 กับการฝึกโยคะ หรือแม้กระทั่งสติที่ขาดหายไปในชีวิตประจำวันของเรากับเรื่องง่ายๆ เคยสังเกตไหมคะ ว่าบางครั้ง เราก็เป็นโรคขี้ลืมแบบฉับพลันทันด่วนเพราะความขาดสติ บางครั้งก่อนจะออกจากบ้าน ไปทำธุระ แล้วเพิ่งปิดทีวี ปิด แอร์ ปิดไฟ ทุกอย่างเสร็จจากนั้นก็ปิดประตูล็อคกุญแจ พอเดินออกไปจากบ้านเพียงไม่กี่ก้าว ก็แวปคิดขึ้นมาว่า เอ๊ะ นี่ฉันปิดแอร์หรือยังนะ แล้วล็อคประตูบ้านรึเปล่านะ ชักไม่แน่ใจเอาไงดี เดินกลับไปเช็คอีกทีดีกว่า ทั้งๆ ที่ เพิ่งทำทั้งหมดนั่นไปเมื่อกี้นี้ หรือบางที เมื่อขับรถยนต์ส่วนตัวไปที่ไหนสักแห่งเมื่อถึงที่หมายแล้ว ลงจากรถ ก็ล็อครถ จากนั้นเดินออกมา ไม่ถึง 5 วินาที แฟนถามคุณขึ้นมาว่าเมื่อกี้ล็อครถแล้วรึยังจ้ะ จากนั้นคุณก็เกิดไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจขึ้นมาทันที ทั้งๆที่คุณล็อคแล้ว คุณจึงต้องเดินย้อนกลับมา รีเช็คอีกครั้งว่าคุณล็อคหรือยัง ทำไม เราถึงได้มีอาการย้ำคิดย้ำทำ หรือไม่แน่ใจ หรือไม่มั่นใจเอาเสียเลย คำตอบง่ายๆ ก็คือ เราขาดสติ ขณะที่คุณทำกิจกรรมเหล่านั้นคุณไม่ได้อยู่ที่นั่นแบบ ร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณอาจแว็ปคิดเรื่องอื่นอยู่ ร่างกายคุณอยู่ที่นั่น คุณได้ทำมันแล้ว แต่พลังงานบางส่วนหายไป เพราะคุณไม่มีสติ คุณจึงไม่มั่นใจ โดยเฉพาะ กับกิจกรรมซ้ำๆ เดิมๆ ที่เราทำอยู่เป็นประจำ
หลายคนอาจทราบกันดีอยู่แล้วว่าเมื่อเราฝึกโยคะอาสนะหรือการฝึกปราณายามะนั้นเป็นเหมือนประตูบานแรกในการเข้าสู่ภาวะสมาธิแบบเบื้องต้น ไม่ว่าเราจะใส่ใจหรือไม่ใส่ใจก็ตามเพราะเท่าที่ฉันสังเกตจากประสบกราณ์การสอนโยคะมากว่า 10 ปี นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับด้านนี้เท่าไหร่ บางครั้งเมื่อฉันได้พูดคุยกับนักเรียนหลังการฝึกส่วนใหญ่ทุกคนจะมุ่งเป้ากับคำถามที่เป็นในส่วนของการทำท่าอาสนะมากกว่า เช่น “ครูคะ ทำยังไง ถึงจะเล่นท่ายากๆได้คะ “ , “ครูคะ ต้องฝึกสัปดาห์ละกี่ครั้งคะ ถึงจะเอามือมาจับเท้าได้” หรือ ครูคะ “ทำยังไงถึงจะ ลดน้ำหนักได้คะ ต้องเล่นท่าไหนบ้าง” หรือ “ครูคะหายใจไม่ทันค่ะ ทำยังไงดีคะ หายใจยาวๆ แล้วอึดอัดค่ะ “ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่นักเรียนส่วนใหญ่จะ ให้ความสำคัญด้านร่างกายก่อน แต่ก็มีน้อยมากจริงๆ ที่บางครั้งฉันจะได้ยินคำถามแบบว่า “ ครูคะ ฝึกโยคะแล้วได้สมาธิ ด้วยตลอดทุกท่าเลยหรือคะ เท่าที่สังเกตมักมีแต่เฉพาะท่ายืนทรงตัว หรือท่ายืนขาเดียวเพราะถ้าไม่มีสมาธิก็ต้องล้มแน่นอนค่ะ” จากคำถาม ทำให้ฉันได้ตระหนัก แล้วอยากจะค้นหาว่าทำไมเราถึงไม่สามารถมีสมาธิได้ในทุกๆท่าอาสนะ ไม่เพียงแต่เฉพาะอาสนะ ท่ายืนทรงตัวหรือท่ายืนขาเดียว แต่ทุกๆ ท่าเราจะ ใช้หลักการเจริญสติเข้ามาด้วยได้อย่างไร
ในบางคลาสที่ฉันสอนบางครั้งก็เหลือบไปเห็นนักเรียนฝึกไป แอบชะเง้อหน้ามาดูมือถือไป บางคนก็ฝึกไป มองออกไปนอกหน้าต่างบ้าง บางคนทำท่าเดิมๆ ซ้ำๆ อย่างเช่น ท่านักรบ หรือท่าไหว้พระอาทิตย์ ก็ทำเหมือนเบื่อๆ กับท่าซ้ำๆเดิมๆ แทบจะไม่ใส่ใจในท่วงท่า แน่หละคุณคงคิดในใจก็ฉันทำท่านักรบมาเป็นร้อยๆครั้งแล้วหนินะ วันนี้ก็คงไม่ได้ต่างอะไรนักหรอก (นั่นคือความแยบยลของจิตที่ชอบมองหาแต่สิ่งใหม่ๆ สิ่งดึงดูดใจอยู่ร่ำไป หาได้อยู่กับความเรียบง่ายไม่) สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพราะด้านร่างกายแต่เป็นเพราะทัศนคติที่มีต่อโยคะ ของนักเรียนยังไม่ได้รับการเติมเต็ม หรือไม่เข้าใจในเชิงลึกหรือไม่ได้ให้ความสำคัญเลยกับเรื่องของ สติ สมาธิ สนใจแต่เพียงเรื่องภายนอก ไปวันๆซึ่งถ้าบางครั้งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บเพราะเหม่อลอยหรือเคลื่อนไหวผิดจังหวะ ฉันก็จะไม่แปลกใจเลย เพราะสติไม่ได้อยู่ที่นั่นในขณะฝึกพลังงานบางส่วนหายไป มันหายไปไหน ก็หายไปกับมือถือ การมองออกไปนอกหน้าต่าง หายไปกับความเบื่อหน่ายนั่นแหละ ฉันจะทำอย่างไรดี ที่จะดึงเอาพลังงานภายในของพวกเค้าออกมา จะทำอย่างไรดีที่จะค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติในการฝึกโยคะของนักเรียนได้ จะทำอย่างไรให้พวกนักเรียนรู้สึกอินไปด้วยกัน เพราะฉันมั่นใจอย่างลึกซึ้งว่าเมื่อใดก็ตามที่เราสามารถฝึกโยคะแล้วเจริญสติไปด้วยกันได้ กิจกรรมใดก็แล้วแต่ในชีวิตประจำวัน ก็เป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ยืน เดิน นั่ง นอน ล็อคประตูบ้าน ล็อคประตูรถ ทุกอย่าง ทุกอิริยาบท เมื่อมีการเจริญสติ อยู่ด้วยตลอดเวลา แล้ว คุณจะมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม พลังงานอยู่กับคุณ 100% ดังนั้นเมื่อแฟนคุณถามคุณว่า ล็อครถรึยังจ้ะ คุณก็จะตอบแบบมั่นใจ อย่างไม่ลังเล เลยว่า เรียบร้อยแล้วโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินกับไปเช็คอีกรอบ การแสดงออกของคุณจะเต็มไปด้วยความมั่นใจ แน่ใจ และดึงดูดผู้ฟังอย่างมีพลัง ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าที่ไหนเมือไหร่ก็ตาม เพราะสติอยู่ที่นั่นกับคุณพลังงานทั้งหมดอยู่กับคุณ คุณจะเปล่งประกาย คุณจะเจิดจรัส คุณจะแตกต่าง
สติปัฐฐาน 4 คือ ที่ตั้งของสติ การพิจารณาสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ตามที่สิ่งนั้นๆมันเป็นของมัน
ประกอบไปด้วย
- กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน คือ การพิจารณากาย เช่น ขณะที่เราฝึกโยคะอาสนะให้พิจารณาร่างกายของเรา
- เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน คือ การพิจารณาความรู้สึก สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี
- จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน คือ การพิจารณดูจิต โมโห เศร้าหมอง ฟุ้งซ่าน หรือเป็นสมาธิตามที่เป็นขณะนั้นๆ
- ธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน คือ การรู้ชัดแห่งธรรมทั้งหลาย พิจารณาธรรมมะ ว่าคืออะไรเป็นอย่างไร
