การเดินทาง และ อิสรภาพ…..
ในปีนี้ฉันมอบของขวัญให้กับตัวเองด้วยการเดินทางสู่ “ทิเบต” หลังคาโลก เพราะตั้งแต่เด็กมาแล้วดูสารคดีมามากมายก็ฝันไว้ว่าจะต้องไปที่นี่ให้ได้สักครั้งในชีวิต การเข้าทิเบตนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากซะทีเดียว เนื่องจากทิเบตอยู่ภายใต้ของรัฐบาลจีน นักท่องเที่ยวต้องมี Travel Permit หรือใบอนุญาตการเข้าทิเบตและต้องมีไกด์ประจำตัวจึงสามารถอยู่ในทิเบตได้ ฉันนั่งรถไฟจากเมืองซีหนิง ไต่ไปหลังคาโลกด้วยรถไฟสายชิงไห่-ทิเบต ใช้เวลาเดินทาง กว่า 22 ชั่วโมงจึงถึงลาซา (เมืองหลวง) ในปี ค.ศ.1959 กองกำลังจีนคอมมิวนิสต์เตรียมทิ้งระเบิดถล่มพระราชวังฤดูร้อน กองทหารเข้ารุกรานทิเบตอย่างโหดเหี้ยม ท่านทะไลลามะ (ผู้ปกครองและผู้นำ ) ต้องหนีจากทิเบตพร้อมด้วยประชาชนทิเบตเหยียมแสนคนลี้ภัยไปอินเดีย ( ซึ่งปัจจุบันผู้ที่หนีไปกลายเป็นแบ็คลิสเข้าทิเบตไม่ได้) องค์ทะไลลามะองค์ปัจจุบันคือองค์ที่ 14 ทรงถูกค้นพบทางตะวันออกเฉียงเหนือของทิเบตเมื่อพระชนมายุ 2 พรรษา เมื่อชันษาที่ 25 ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองด้วยหลักอหิงสา + ขันติธรรม
ฉันได้มีโอกาสไปเยือนพระราชวังโปตาลาและวัดที่สำคัญที่สุดทั้ง 5 วัด ฉันรู้สึกถึงยุคที่รุ่งเรืองของศาสนาพุทธได้จากสิ่งก่อสร้างและความละเอียดอ่อนของงานสถาปัตยกรรมที่มีความคลาสสิคและศักดิ์สิทธิ์อย่างที่สุด เมื่อได้ยินคนท้องถิ่นร่วมกันเปล่งเสียงสวดมนต์ในวังน้ำตาของฉันก็ไหลออกมาด้วยความเศร้าโดยไม่รู้ตัว ตกเย็นเราได้ไปวัดโจคังที่เป็นวัดที่สำคัญมากจะมีคนทิเบตมากราบอัษฎางคประดิษฐ์ถึง 108 ครั้ง โดยไม่ย่อท้อ ฉันเห็นคนแก่มากมายบางคนหัวเข่าเสีย บางคนมีขา 1 ข้าง ยังคงกราบอย่างต่อเนื่องด้วยแววตาแห่งความศรัทธาและความมุ่งมั่นใช่ฉันลองทำดูบ้าง ได้แค่ 3 รอบ จ้ะ 3 รอบเท่านั้น (ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บเข้ากระดูกบนระดับความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,560 เมตร ก็กรุงเทพสูงเฉลี่ย 1.5 เมตร บางจุดของกรุงเทพต่ำกว่า 0 เมตร ) คนทิเบตใช้ชีวิตเรียบง่ายและนึกถึงธรรมชาติเสมอก่อนหน้าที่จะรับศาสนาพุทธเข้ามาคนทิเบตนับถือศาสนา BON เน้นบูชาธรรมชาติทำให้เวลามีคนตายจะเข้าพิธี Sky Burial (หลังจากตายเก็บศพไว้ที่บ้าน 3 วัน และทำพิธีสวดโดยลามะ) คือการหั่นศพเป็นส่วน บางส่วนเอาให้ปลากิน ส่วนของร่างกายให้นกบินจากท้องฟ้ามากิน (ฉัดเดาว่าเป็นอีแร้งนะ) แต่คนที่ตายด้วยอุบัติเหตุ เป็นโรคร้ายแรงหรือโดนพิษจะไม่เข้าร่วมพิธีศพนี้ คนทิเบตเชื่อว่าเมื่อเราตายเราควรคืนประโยชน์ให้กับธรรมชาติโดยกลายเป็นอาหารของสัตว์ได้
ตราบที่อากาศธาตุยัง แผ่ไพศาล
ตราบที่สรรพสัตว์ ยังเวียนว่าย
ข้าจักดำรงอยู่
เพื่อช่วยเหลือ เพื่อรับใช้
เพื่อยังประโยชน์ (บทกวีที่องค์ทะไลลามะทรงชื่นชอบ)
ในยุคศตวรรษนี้ยังคงต้องเห็นประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมทำให้ฉันนึกถึงสิ่งสำคัญที่สุดของมนุษย์ นั่นก็คือ “อิสรภาพ” แม้ว่าอิสรภาพภายนอกของคนทิเบตจะถูกจำกัดภายใต้รัฐบาลจีนแต่ฉันเชื่อว่าอิสรภาพในจิตใจไม่มีอะไรมาจำกัดตัวเราได้ แล้วอะไรคืออิสรภาพทางจิตใจกันล่ะ ?
อิสรภาพภายในจิตใจจะมีอยู่เมื่อไม่มีความสับสนใดๆภายในจิตใจ เมื่อไม่ติดอยู่ในกับดักใดๆเลย มีกับดักมากมายนับไม่ถ้วนทั้งหนังสือ ตำรา คัมภีร์ หลักปรัชญาต่างๆที่เหล่านักพรต ผู้แสวงหา แสวงบุญ ผู้นำลัทธิ ศาสนาไปจนถึงอิทธิพลทางการเมืองการปกครอง กฎของสังคม ทำให้เราตกเป็นทาสของกรอบความคิด ความปรารถนา อิทธิพลทั้งหมดที่กำหนดตัวเรา สิ่งเหล่านี้เข้ามากำหนดการเคลื่อนไหว การดำเนินชีวิตของเรา สร้างกรอบการคิดและข้อสรุปให้เราตามสูตรสำเร็จ อุดมคติ จารีตประเพณี เราจึงไม่เคยมีอิสรภาพภายในจิตใจได้เลย ตั้งแต่เกิดจนตาย เมื่อเราไม่กล้าพอที่จะทำอะไรที่แตกต่างออกไปเพราะความกลัว “หัวใจแห่งอิสรภาพ” จะไม่มีการกระทำที่ถูกหรือผิด จิตใจที่ไม่มีความกลัว คือจิตใจที่เป็นอิสระ มันจะมีระเบียบในตัวของมันเองและอ่อนโยนด้วยตัวของมันเอง เป็นจิตใจที่จะค้นหาอะไรก็ได้ โดยไม่มีอิทธพลมากำหนด นั่นคือจิตใจที่ยิ่งใหญ่ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และความรัก ลองดูว่าจิตใจของคุณกล้าพอไหม จริงจังมากพอไหมที่จะเป็นอิสระอย่างแท้จริงได้หรือเปล่า ชาวโยคีท่านต้องเริ่มสำรวจและเข้าไปดูภายใน และคุณจะรู้ได้ด้วยตัวเอง ว่าคุณมีอิสรภาพภายในกันไหม…
